HOME > Articles > AI NEWSLETTER Vol.51 “สิ่งเดียวที่ควรทำหากต้องการให้การสรรหาบุคลากรเป็นไปอย่างราบรื่น”
Newsletter

AI NEWSLETTER Vol.51 “สิ่งเดียวที่ควรทำหากต้องการให้การสรรหาบุคลากรเป็นไปอย่างราบรื่น”

6 มิ.ย. 2022
Katsuhiro Nakamura (Jack)Katsuhiro Nakamura (Jack)

สำหรับจดหมายข่าวฉบับที่ 51 นี้ ขอเสนอประเด็นเกี่ยวกับ “การสรรหาบุคลากร”

ตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด พบว่ามีคนหางานใหม่จำนวนมากขึ้น แต่บ่อยครั้งที่ผมได้ยินจากบริษัทต่าง ๆ ว่า “เปิดรับสมัครงานแต่ยังหาคนไม่ได้” เดิมที ประเทศไทยเป็น “ตลาดแรงงานที่มีผู้จ้างงานมากกว่าผู้หางาน” เปิดรับสมัครงานแล้วก็ใช่ว่าจะหาคนที่เหมาะสมได้ง่าย ๆ ยิ่งคนที่มีศักยภาพเพียงพอต่อการนำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จนั้น บริษัทคู่แข่งก็อยากจ้างงานด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดการแย่งตัวบุคลากร เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้สรรหาบุคลากรควรรับมือโดยคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง

 

“สิ่งเดียวที่ควรทำหากต้องการให้การสรรหาบุคลากรเป็นไปอย่างราบรื่น”

จริงหรือที่ “หาคนไม่ได้เพราะระดับค่าตอบแทนไม่สูงพอ”?

ผู้คนมักกล่าวว่า “ค่าตอบแทน” เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แข่งขันกับบริษัทอื่นไม่ได้ ผมก็คิดว่าเป็นไปได้เช่นกัน บริษัทหลายแห่งไม่ได้ปรับแก้ระบบการจ่ายตอบแทนและระบบการประเมินพนักงานนานหลายปี ส่งผลให้ระดับค่าตอบแทนต่ำกว่าของบริษัทอื่น ๆ ที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกัน กรณีนี้ จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการปรับแก้ระดับค่าตอบแทนของบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ถ้าให้พูดตามตรง ค่าตอบแทนก็เป็นแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้น คาดว่าคุณผู้อ่านหลายท่านน่าจะคิดเหมือนกันว่า “น้อยคนที่จะเลือกที่ทำงานโดยคำนึงถึงค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว” โดยเฉพาะคนที่มีศักยภาพนั้น มักจะเลือกที่ทำงานโดยคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ นอกจากค่าตอบแทนด้วย

เพื่อพิจารณาประเด็นนี้ให้ละเอียดยิ่งขึ้น ผมขอเล่าถึง “หลัก 4P หรือปัจจัยสร้างเสน่ห์ให้แก่องค์กร” เวลาเลือกที่ทำงาน คนเรามักจะคำนึงถึงปัจจัย 4 ประการดังนี้

 

ประการที่ 1 คือ “Philosophy” กล่าวคือ “ความดึงดูดด้านปรัชญาและวัตถุประสงค์ขององค์กร” ถ้ารู้สึกว่าวิสัยทัศน์ของบริษัทน่าสนใจ คนก็จะเลือกทำงานที่นั่น บางครั้งก็จะมองข้ามเรื่องขนาดองค์กรเลย เช่น บริษัท Startup ซึ่งมุ่งมั่น “สร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน” ก็สามารถทำให้คนรู้สึกตื่นเต้นและสนใจได้ หรือบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งก็เน้นสื่อสารด้านการอุทิศตนเพื่อสังคม และดึงดูดคนเก่ง ๆ จำนวนไม่น้อยเข้าร่วมงาน

ประการที่ 2 คือ “Profession” หรือ “ความดึงดูดของตัวงาน” เช่น งานที่ช่วยสร้างรอยยิ้มให้แก่ลูกค้า งานที่ทำให้ได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ งานที่จะช่วยพัฒนาตนเองเนื่องจากจำเป็นต้องใช้เทคนิคขั้นสูง บริษัทผู้ผลิตซึ่งมีความสามารถด้านเทคโนโลยีและคุณภาพในขั้นสูงอาจจะยังไม่ค่อยได้ตระหนักถึงประเด็นนี้ แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่า ประเด็นข้างต้นก็เป็นเสน่ห์ขององค์กรเช่นกัน

ประการที่ 3 คือ “People” หรือ “ความดึงดูดด้านบุคลากร” เช่น บริษัทที่เต็มไปด้วยพลังบวก ทำงานด้วยแล้วรู้สึกสนุก คนในองค์กรมีความตื่นตัวทำให้รู้สึกสนุกที่ได้มาทำงาน ถ้าสามารถสร้างองค์กรให้มีวัฒนธรรมการทำงานข้างต้นได้ บริษัทก็จะน่าดึงดูดใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่นมองว่า “ที่ทำงาน” เป็นมากกว่าสถานที่ซึ่งตนไปทำงาน โดยมองว่าเป็นสถานที่ซึ่ง “ตนใช้เวลาร่วมกับเพื่อนร่วมงาน” คนจำนวนมากจึงให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นพิเศษในการตัดสินใจเลือกสถานที่ทำงาน

ประการที่ 4 คือ “Privilege” หรือ “ความดึงดูดด้านสิทธิประโยชน์และเงินเดือน” เช่น ค่าตอบแทนและโบนัสสูง มีสวัสดิการเพียบพร้อม มีระบบการพัฒนาบุคลากร หรือเป็นแบรนด์ที่คนรู้จัก องค์กรที่มีองค์ประกอบด้านนี้อย่างเพียบพร้อมมักจะสามารถสรรหาบุคลากรเข้ามาทำงานด้วยได้อย่างง่ายดาย

 

ตัดสินใจว่า “จะเน้นสร้างความแข็งแกร่งในด้านใด” และไม่จำเป็นต้องพยายามแข็งแกร่งในทุกด้าน

ถ้าบริษัทของคุณผู้อ่านเป็นองค์กรชั้นนำในวงการธุรกิจ ก็อาจจะสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ซึ่งจะทำให้ “บรรลุประเด็นข้างต้นทั้ง 4 ด้าน” ได้ โดยน่าจะสามารถจ่ายค่าตอบแทนในระดับที่สูง รวมทั้งมีทรัพยากรที่จะลงทุนในการสร้างระบบต่าง ๆ ภายในองค์กรเพื่อบรรลุประเด็นข้างต้นทั้ง 4 ด้านได้

แต่องค์กรส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้ขนาดนั้น มักจะมีด้านที่ตนแข็งแกร่งกว่าคู่แข่ง และด้านที่ตนพ่ายแพ้ให้แก่คู่แข่ง แต่ละบริษัทจึงควรที่จะตอกย้ำให้ผู้หางานมองเห็นถึงในจุดเด่นของบริษัทตน (ด้านที่ไม่แพ้ใครแน่นอน) กล่าวคือขั้นตอนการ Recruiting Branding

เป็นเรื่องน่าฉงนใจที่ การอธิบายว่า “บริษัทของเราสู้บริษัทอื่นไม่ได้ในด้านหนึ่ง แต่ไม่แพ้ใครแน่นอนในอีกด้านหนึ่ง” แทนที่จะพูดว่า “บริษัทของเราเพียบพร้อมในทุกด้าน” นั้น สร้างความน่าดึงดูดใจให้แก่ผู้ฟังได้มากกว่า เราจะเรียกวิธีข้างต้นว่าเป็นกลยุทธ์ของผู้ด้อยกว่าก็ได้ ดังนั้น ต่อให้บริษัทไม่ได้อยู่ในระดับชั้นนำก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถสรรหาบุคลากรได้ดีเท่าบริษัทชั้นนำ ด้วยเหตุนี้การแข่งขันด้านการสรรหาบุคลากรจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ

เช่น บริษัท Asian Identity เองเป็นบริษัทซึ่งทำธุรกิจในวงการผู้ให้คำปรึกษา หากจำเป็นต้องแย่งตัวบุคลากรกับบริษัทที่ปรึกษาขนาดใหญ่จากยุโรปหรืออเมริกา หรือหากจำเป็นต้องต่อสู้กับบริษัทข้างต้นด้านระดับค่าตอบแทนหรือด้านข้อมูลที่บุคลากรจะได้รับ ก็จะแข่งขันด้วยได้ลำบาก เรียกว่าต่อสู้ยังไงก็คงไม่ชนะ เราจึงมองในมุมกลับ และใช้กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง โดยเน้นสื่อสารให้ผู้หางานเห็นถึงข้อดีที่ไม่พบในบริษัทขนาดใหญ่

กล่าวคือ การตอกย้ำให้ผู้หางานเข้าใจว่า บริษัท Asian Identity เป็น “บริษัทผู้ให้คำปรึกษาที่มีความเฉพาะทางในภูมิภาคเอเชีย” ซึ่งก่อตั้งในประเทศไทย ดังนั้นวิสัยทัศน์ (Philosophy) ของเราจึงเป็นการสร้างวิธีการทำงานแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในบริษัทที่ปรึกษาจากยุโรปและอเมริกา และเนื่องจากมีขนาดเล็ก บุคลากรจึงได้รับมอบหมายงานสำคัญ (Profession) ตั้งแต่ตอนที่อายุยังน้อย นอกจากนี้ เรายังเน้นการเปิดใจและสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา (People)

ขอกล่าวอย่างชัดเจนอีกครั้ง ผมไม่ได้หมายความว่าปัจจัยด้านค่าตอบแทนไม่มีความสำคัญ หากค่าตอบแทนอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป ก็ไม่สามารถชดเชยด้วยปัจจัยด้านอื่น ๆ ได้ จึงต้องให้อยู่ใน “ระดับที่สมเหตุสมผล” ทั้งนี้ค่าตอบแทนเรียกได้ว่าเป็น “ปัจจัยเชิงกายภาพ” มีลักษณะพิเศษคือ “ถ้าอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป บุคลากรก็ใช้ชีวิตได้ลำบาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าค่าตอบแทนในระดับสูงเพียงอย่างเดียวจะสามารถทำให้รู้สึกพึงพอใจได้” ดังนั้นหลักการที่ควรทำก็คือ การพยายามรักษาระดับค่าตอบแทนให้ไม่กลายเป็นจุดอ่อนอันน่าวิกฤติขององค์กร

ขอให้คุณผู้อ่านลองคำนึงถึงประเด็นทั้ง 4 ข้างต้นในบริษัทของตนดู แล้วพิจารณาว่า ประเด็นใดที่เป็นจุดแข็งหรือ “เสน่ห์ดึงดูดคนหางาน” ของบริษัทคุณ เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วก็แปลงเป็นข้อความด้วยนะครับ

 

ตั้งใจนำเสนอเสน่ห์ที่จะดึงดูดคนหางาน เมื่อจัดการสัมภาษณ์

เมื่อรู้ถึงเสน่ห์ที่จะดึงดูดคนหางานเข้ามายังบริษัทของตนแล้วก็ควรบอกกล่าวผู้เข้ารับการสัมภาษณ์งานอย่างจริงจัง ผมแนะนำให้ “ทำ Presentation ไม่เกิน 5 นาที” ตอนต้นของการสัมภาษณ์งาน

เมื่อสอบถามองค์กรต่าง ๆ ว่าแนะนำบริษัทของตนเมื่อจัดสัมภาษณ์งานมากน้อยเพียงใด ผมพบว่า บริษัทจำนวนมากไม่ได้แนะนำบริษัทของตน ส่วนใหญ่กรรมการสัมภาษณ์จะสอบถามในเรื่องต่าง ๆ และในตอนท้ายของการสัมภาษณ์ กรรมการก็จะถามผู้เข้าสัมภาษณ์ว่า “มีคำถามหรือไม่” ในตอนนั้นผู้เข้าสัมภาษณ์ก็มักจะสอบถามเรื่องบริษัท แต่หากจัดการสัมภาษณ์ในลักษณะข้างต้นบริษัทอาจจะไม่สามารถสื่อสารได้ถึงเสน่ห์ของบริษัทตนได้อย่างเพียงพอ

บริษัทจึงควรที่จะบอกกล่าวถึงเสน่ห์ของตนอย่างสั้น ๆ โดยเกริ่นว่า “ขอแนะนำบริษัทของเราโดยคร่าวก่อนที่จะเริ่มสัมภาษณ์” สิ่งที่ควรสื่อสารในกรณีนี้คือ การอธิบายให้ผู้เข้าสัมภาษณ์เข้าใจว่า “เขาจะได้รับการเติมเต็มในด้านใดบ้างหากทำงานที่นี่” ควรตระหนักถึง “ปัจจัยดึงดูดคนหางานที่ผมกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ด้วย และไม่จำเป็นต้องเน้นอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์มากเกินไป ถ้าสามารถบอกเล่าได้อย่างมั่นใจและจริงใจ ระดับความน่าดึงดูดใจของบริษัทก็จะสูงขึ้นเป็นอย่างยิ่ง กรณีที่บริษัทมีขนาดย่อมหรือขนาดกลาง หากประธานบริษัทหรือกรรมการบริษัทเป็นผู้สื่อสารเอง ก็จะยิ่งส่งผลต่อผู้เข้ารับการสัมภาษณ์ได้มากขึ้น

คุณผู้อ่านหลายท่านอาจจะกังวลว่า “บุคลากรที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการสัมภาษณ์อาจจะไม่สามารถแนะนำบริษัทได้อย่างน่าดึงดูดใจ” แม้จะเป็นเช่นนั้น ผมก็อยากให้มองในมุมกลับกันว่า นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถสรรหาบุคลากรได้ กล่าวคือ หากแก้ปัญหานี้ได้ก็จะสามารถจัดกิจกรรมการสรรหาบุคลากรได้อย่างราบรื่น

ฝ่ายบริหารและฝ่าย HR ควรร่วมมือกัน “กำหนดเสน่ห์ดึงดูดคนหางานของบริษัทตนแล้วแปลงเป็นข้อความ” จากนั้นก็ “ฝึกอบรมกรรมการสัมภาษณ์งาน” โดยอ้างอิงข้อความที่กำหนดขึ้น ถ้ากรรมการสัมภาษณ์งานสามารถบอกเล่าถึงเสน่ห์ของบริษัทได้ นอกจากจะสามารถสรรหาบุคลากรได้แล้ว ก็จะยังส่งผลดีเป็นอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการภายในองค์กรด้วย เรียกได้ว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาซึ่งมีประสิทธิภาพในวงกว้าง

 

 

เป็นประโยชน์ต่อการสร้างระดับ Engagement ภายในองค์กรด้วย
(การมีส่วนร่วมหรือความผูกพันกับองค์กร)

คุณผู้อ่านหลายท่านน่าจะทราบกันอยู่แล้วว่า “หลัก 4P” นั้นนอกจากจะส่งผลดีต่อกิจกรรมการสรรหาบุคลากรแล้วยังส่งผลในลักษณะเดียวกันต่อการรักษาบุคลากรภายในองค์กรด้วย การที่บริษัทของคุณมีบุคลากรยื่นใบลาออกอยู่เรื่อย ๆ อาจเกิดจากการที่บริษัทไม่สื่อสารอย่างชัดเจนว่า โดดเด่นด้านใดตามหลักการ 4P

“การทำให้บุคลากรที่มีศักยภาพอยู่ทำงานกับบริษัท” ก็มีความสำคัญมากไม่ด้อยไปกว่าการสรรหาบุคลากรใหม่ องค์กรจึงควรใส่ใจในหลัก 4P กำหนดอย่างชัดเจนว่า จะให้ความสำคัญกับประเด็นใดก่อน และวางแผนการทำงานด้าน HR ภายในบริษัทให้สอดคล้องกัน

ระยะหลังมานี้เรามักจะได้ยินคำว่า “Engagement” เป็นคำที่แปลตรง ๆ ไม่ง่ายนัก หมายถึง “การมีส่วนร่วมหรือความผูกพันกับองค์กร” เมื่อก่อน เรามักจะได้ยินคำว่า “ระดับความพึงพอใจของพนักงาน” ซึ่งสื่อถึงการที่บริษัททำให้พนักงานรู้สึกพึงพอใจเมื่อพนักงานเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ จากบริษัท ส่วนคำว่า Engagement นั้นเป็นแนวคิดที่ก้าวข้ามมาอีกระดับหนึ่ง กล่าวคือ การมุ่งสร้างองค์กรที่ “บริษัทและบุคคลคาดหวังในสิ่งเดียวกันและผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น”

เพื่อสร้างระดับ engagement องค์กรจึงจัดทำแบบสอบถามพนักงานเพื่อทำความเข้าใจว่า “พนักงานคาดหวังสิ่งใด” จากนั้นก็พยายามทำให้เป็นจริงผ่านนโยบายการบริหารงานของบริษัท แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่า บริษัทไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของพนักงานได้ในทุกด้าน ดังนั้นบริษัทก็ควรบอกกล่าวอย่างจริงใจว่า “บริษัทจะยังไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นที่ไม่สำคัญมากนัก” การสื่อสารในลักษณะข้างต้นจะส่งผลให้ความคาดหวังของบริษัทและพนักงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในท้ายที่สุดนี้ ผมขอเสริมว่า การบริหารองค์กรโดยคนสองฝ่ายตามที่ได้กล่าวข้างต้นนี้ จะเข้ามามีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

ผมขอจบจดหมายข่าวฉบับนี้ไว้เพียงเท่านี้ ขอขอบคุณคุณผู้อ่านทุกท่าน

 

 

* ฉบับภาษาญี่ปุ่นอยู่ตรงนี้ครับ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่นอ่านด้วยนะครับ! คลิกที่นี่

* ข้อมูลเกี่ยวกับคอร์สพัฒนาบุคลากรระดับผู้จัดการชาวไทยและญี่ปุ่น อ่านที่นี่

* ข้อเกี่ยวกับคอร์สพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรรูปแบบ In-house คลิกที่นี่

 

Credit:
Picture by Gustavo Fring from Pexels

Picture by osaba from Freepik

Picture by tirachardz from Freepik

Picture by yanalya from Freepik

Picture by fauxels from pexels

Katsuhiro Nakamura (Jack)

Katsuhiro Nakamura (Jack)
CEO & Founder, Asian Identity Co., Ltd.

Profile

ดำเนินกิจการบริษัท Asian Identity องค์กรให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลซึ่งมีความชำนาญงานในภูมิภาคเอเชีย และ มีประเทศไทยเป็นจุดเริ่มต้น ดำรงตำแหน่งปัจจุบันหลังจากสั่งสมประสบการณ์ทำงานที่บริษัท Nestlé บริษัท Link and Motivation และ บริษัท GLOBIS ปัจจุบันรับผิดชอบงานด้านการให้คำปรึกษา และ จัดอบรมในประเทศต่าง ๆ ในเอเชียโดยมีสำนักงานในประเทศไทย ระหว่างที่อยู่ในกรุงเทพ ยังได้เขียน และ จำหน่ายหนังสือ “สู้สู้ PIM! (Su Su Pim!)” การ์ตูนให้ความรู้ด้านการทำธุรกิจสำหรับชาวไทยด้วย

 

– Certified Facilitator of LEGO® SERIOUS PLAY®
– Completed ORSC™ – Organization and Relationship System Coaching Practical Application Course
– Certified Facilitator of Hofstede Insight Organizational Culture (วัฒนธรรมองค์กร)
– CoachingOurselves Facilitator