เราทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด ทุกคนล้วนเคยเผชิญกับอารมณ์หลากหลายตามสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งความสุขที่เกิดจากเรื่องในชีวิตประจำวัน และความรู้สึกเชิงลบจากความกดดันหรือความเครียดที่สะสม ซึ่งทั้งสองอารมณ์นี้อาจส่งผลต่อการแสดงด้านพฤติกรรมและความสัมพันธ์โดยเราไม่รู้ตัว วันนี้ ฝัน จาก Asian Identity จะพาทุกคนมารู้จักกับกระบวนการเกิดอารมณ์ผ่าน The Process Model of Emotion เพื่อรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองและจัดการอารมณ์ให้ดีขึ้นค่ะ
แนวคิด The Process Model of Emotion เป็นแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการด้านอารมณ์ก่อนจะสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งถูกคิดค้นโดย James J. Gross ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดย Gross ได้อธิบายกระบวนการนี้ออกมาเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้

จากรูปภาพแนวคิดนี้ ทุกคนอาจยังไม่แน่ใจว่าทั้ง 4 ขั้นตอนนี้จะช่วยเราได้อย่างไรหากอยู่ในสถานการณ์จริงว่าอารมณ์หรือความรู้สึกของเรานั้นอยู่ในขั้นไหน เรามาดูสถานการณ์จำลองกัน
ตัวอย่างสถานการณ์
คุณเป็นเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานได้ไม่นาน วันหนึ่งหัวหน้ามอบหมายให้คุณจัดทำข้อมูลสำคัญใน Excel โดยต้องส่งให้ทันตามเวลาที่กำหนด แต่เพราะคุณยังไม่คุ้นชินกับการใช้งานโปรแกรมนี้ งานจึงเสร็จล่าช้ากว่าที่วางแผนไว้
หัวหน้าของคุณรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก และเดินมาต่อว่าคุณเสียงดังต่อหน้าคนทั้งออฟฟิศ พร้อมตะคอกว่า “งานง่าย ๆ แบบนี้ ใคร ๆ ก็ทำได้ ทำไมคุณถึงทำไม่ได้” ตามด้วยประโยคที่แรงยิ่งขึ้นว่า
“ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไปซะ!” น้ำเสียงของหัวหน้าเต็มไปด้วยความโกรธและการดูแคลน ทำให้คุณรู้สึกอับอาย และเสียใจอย่างที่สุด จนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หรือที่นี่ไม่ใช่ที่ของเราเลยตั้งแต่แรก?”
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนก็คงเริ่มจินตนาการภาพเหตุการณ์ออกแล้วใช่ไหมคะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่คำถามต่อมาคือ…
ในกระบวนการของอารมณ์นั้น จริง ๆ แล้วมันมีขั้นตอนอย่างไร?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เราลองมาวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ผ่านกรอบแนวคิดของ The Process Model of Emotion กันดูค่ะ ว่าในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการอารมณ์ จะมีลักษณะอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเราเป็นเด็กจบใหม่คนนั้น ก็คงรู้สึกว่า การกระทำของหัวหน้าไม่ยุติธรรมกับเราเลยใช่ไหมคะ? เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่กี่วัน กลับถูกตำหนิต่อหน้าคนอื่นเสียแล้ว การลาออกอาจดูเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนั้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลยค่ะ เพราะทุกคนมีสิทธิ์เคารพการตัดสินใจของตัวเอง
หากเรามองผ่านแนวคิด The Process Model of Emotion การเลือกที่จะ “ลาออก” นั้น ก็คือขั้นตอนที่ตามมาจากการตอบสนอง (Response) ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน หากคุณเลือกที่จะทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างมีสติ และลองพูดคุยกับรุ่นพี่หรือคนที่คุณไว้วางใจ คุณอาจได้รับมุมมองใหม่ ๆ ที่ช่วยให้คุณเปิดใจมองสถานการณ์นี้กว้างขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับกรอบความคิดว่า เหตุการณ์ครั้งนี้คือโอกาสให้คุณได้เติบโตและพัฒนาตนเองเพิ่มเติม เช่น ลงเรียน Excel ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทีมมากขึ้น หรือแม้กระทั่งวางแผนรับมือหากเกิดเหตุการณ์คล้ายกัน โดยจะพยายามสื่อสารอย่างมืออาชีพมากขึ้น และไม่ปล่อยให้อารมณ์มาควบคุมการตัดสินใจของคุณ
ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็น “การตอบสนอง” ต่อสถานการณ์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของขั้นตอนที่ 4 ในกระบวนการของอารมณ์เช่นกัน
![]()
เพราะอารมณ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แม้ว่าเราจะเริ่มเข้าใจที่มาของมันหรือรู้เท่าทันแล้ว แต่อารมณ์เหล่านั้นก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ เพียงแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “วิธีการที่เราตอบสนอง”
หากเรารู้จักเรียนรู้ที่จะรับมือและตอบสนองกับอารมณ์อย่างมีสติมากขึ้น เราจะสามารถควบคุมพฤติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างได้อย่างมีวุฒิภาวะมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลไปถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและการรักษาความสัมพันธ์อันดีได้ในระยะยาว
ฝันเคยเผชิญกับเหตุการณ์ไม่ดีในสังคมการทำงาน จนเกิดความเครียดสะสมและค่อย ๆ สูญเสียความสุขในการทำงานไป แต่หลังจากได้เรียนรู้แนวคิด The Process Model of Emotion ของ James J. Gross ฝันจึงเริ่มนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับตนเอง โดยสังเกตสถานการณ์และทำความเข้าใจอารมณ์ของตนเองอย่างเป็นขั้นตอนมากขึ้น เพื่อให้สามารถควบคุมพฤติกรรมการตอบสนองของตัวเองได้ดีขึ้น
ตัวอย่างเช่น ฝันถูกเพื่อนร่วมงานแสดงท่าทีไม่ดีและใช้คำพูดในเชิงลบ ทำให้เกิดความรู้สึกโกรธและไม่พอใจ ฝันเริ่มจากการรับรู้ ทำความเข้าใจอารมณ์ของตนเอง และทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ว่าขณะนั้นกำลังรู้สึกอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นจึงใช้แนวคิดนี้สำรวจอารมณ์ของตนเองอย่างลึกลงไปยิ่งขึ้น
หลังจากสำรวจตนเองแล้วพบว่า สถานการณ์ ณ ตอนนี้ ‘อะไร’ คือสิ่งที่ทำให้ฝันรู้สึกโกรธและไม่พอใจ แทนที่จะแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างทันที เราสามารถเลือกที่จะเว้นระยะห่าง ไม่ตอบโต้ เพื่อป้องกันอารมณ์ไม่ให้ลุกลาม พร้อมทั้งเบี่ยงความสนใจของตนเองด้วยการเดินเล่น พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ เพื่อทำให้ตนเองใจเย็นลง เมื่อใจของเราสงบนิ่งมากขึ้น ฝันจึงกลับมาทบทวนเหตุการณ์และพยายามมองสถานการณ์ในมุมของอีกฝ่าย เช่น เข้าใจว่าเพื่อนร่วมงานอาจมีความกดดันจากเรื่องอื่นมาก่อน จึงเผลอแสดงออกในเชิงลบโดยไม่ได้ตั้งใจ
เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ และสาเหตุของอารมณ์ในหลาย ๆ ด้านแล้ว จึงเลือกที่จะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานคนนั้นอีกครั้ง เพื่อทำความเข้าใจอีกฝ่าย เช่น การทำ 1-On-1 พูดคุย แชร์มุมมองที่มีระหว่างกัน เป็นต้น
กระบวนการนี้ช่วยให้เราเข้าใจอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น และพัฒนาทักษะในการจัดการพฤติกรรมอย่างมีสติ พร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้น
ดังนั้น แนวคิด The Process Model of Emotion ไม่ได้จำกัดแค่การเข้าใจอารมณ์ด้านลบเท่านั้น แต่ยังทำให้เรามองเห็นที่มาของอารมณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบที่เกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลาของชีวิต เมื่อเราเข้าใจกระบวนการเกิดอารมณ์และพฤติกรรมที่ตามมา เราจะสามารถตระหนักรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงานหรือชีวิตประจำวัน เราจะสามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ดีขึ้น และลดโอกาสในการแสดงพฤติกรรม หรือคำพูดที่อาจกระทบต่อผู้อื่นอีกด้วย
Reference:
Thank you for the images from:

ภิญญดา จุฑาเทศ (ฝัน)
Consultant, Asian Identity Co., Ltd.
จบการศึกษาจากคณะมนุษยศาสตร์ สาขาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทำให้มีความเข้าใจมุมมองที่หลากหลายของผู้คนเป็นอย่างดี เคยเป็นสมาชิกสภานักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ พร้อมทั้งดูแลประสานงานและอำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษา รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ด้านบริการลูกค้าและการทำงานกับผู้คนหลากหลายช่วงวัย
ปัจจุบัน รับผิดชอบดูแลด้านการประสานงานและสนับสนุนการดำเนินโปรเจคพัฒนาทักษะการทำงานอย่างมืออาชีพและ Soft Skills สำหรับบุคลากรในทุกระดับ รวมถึงโปรแกรมพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ เพื่อเสริมศักยภาพในการทำงานและเตรียมความพร้อมสู่บทบาทการเป็นผู้นำ สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับหัวหน้าทีมจนถึงผู้บริหารระดับกลาง