Newsletter
เวลาพูดถึง “อาชีพการงาน” เรามักคิดถึงความก้าวหน้าที่เหมือนกับการก้าวขึ้นบันได ทว่า เมื่อได้เดินขึ้นบันไดไปแล้ว สักวันหนึ่ง ก็จะถึงวันที่ต้องเดินลงด้วยเช่นกัน เนื้อหาที่จะพูดถึงต่อไปนี้คือ การเดินไปสู่บันไดขั้นสุดท้ายของการทำงาน นั่นคือการเตรียมตัวสู่การเกษียณนั่นเอง
ในญี่ปุ่น พนักงานบริษัทเอกชนส่วนมากเกษียณงานที่อายุ 65 ปี ส่วนในไทย 55 ปี พอพูดถึงการเกษียณ อาจทำให้หลายคนรู้สึกหดหู่ ตรงข้ามกับเวลาที่พูดถึงการเลื่อนตำแหน่ง แต่มันก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ หลายคนอาจจะคิดว่ายังเหลือเวลาอีกนานกว่าจะถึงวันนั้น แต่พอรู้ตัวอีกที ตนก็ใกล้เกษียณเสียแล้ว
การรับมือกับ “การเลิกทำงาน” ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยล่ะครับ
เท่าที่ได้ยินมาจากหลายบริษัท พอใกล้เกษียณ หลายคนเริ่มกลายเป็นคนหัวดื้อ อารมณ์ฉุนเฉียว ทำให้การทำงานในทีมไม่ราบรื่นและส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน
ในขณะที่คนรอบตัวเริ่มคิดว่า “อยากให้เริ่มส่งงานให้คนที่จะมารับช่วงต่อได้แล้ว” คนที่ใกล้เกษียณหลายคนกลับเริ่มรู้สึกเคว้งคว้างและกังวลว่า “ยังอยากทำงานต่อ” หรือ “ถ้าไม่ได้ทำงานที่เคยทำมาตลอด แล้วหลังจากนี้จะทำอะไร”

ความหลากหลายทาง “วัย”
ที่ญี่ปุ่นให้คำจำกัดความผู้สูงอายุที่สร้างความเดือดร้อนให้คนรอบตัวว่า “ภัยผู้สูงวัย” ซึ่งไม่ใช่คำที่ดีเท่าไร เพราะถูกกำหนดขึ้นโดยคนต่างวัยที่มองต่างมุม ในขณะที่จริง ๆ แล้ว คนที่สร้างคำเหล่านี้ขึ้นมาอาจจะแก่ตัวไปเป็นคนแบบนั้นก็ได้
ปัจจุบัน ผู้คนกำลังให้ความสำคัญกับความหลากหลายในสังคม เช่น เชื้อชาติ เพศสภาพ LGBTQ+ แต่ความจริงแล้ว “วัย” ก็เป็นความหลาหลายประเภทหนึ่งเช่นกัน การแบ่งแยกคนที่มีค่านิยมต่างกันให้อยู่คนละฝั่งไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไร ถ้าเราไม่ลองพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย ก็ไม่สามารถสร้างระบบที่ดีในองค์กรได้
“เราจะเหลืออะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง”: สิ่งที่เราควรครุ่นคิดในช่วงครึ่งหลังของวัยทำงาน
ผมขออ้างอิงทฤษฎีการพัฒนาจิตสังคม (Theory of Psychosocial Development โดย Erik Erikson) ซึ่งอธิบายการเติบโตในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต การคิดเรื่องความเป็นส่วนรวม (Generativity) หรือ “เราจะเหลืออะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง” ในช่วงครึ่งหลังของวัยทำงานเป็นเรื่องสำคัญมาก
ถ้าเราไม่สามารถไปสู่ภาวะ “การคิดถึงความเป็นส่วนรวม” ได้ เราจะติดอยู่ในภาวะ “การคิดถึงหมกมุ่นแต่กับตนเอง” (Stagnation) จากการสังเกตในฐานะที่ปรึกษาให้กับหลายบริษัท ผมคิดว่าคนที่มีลูกน้องจะดูมีความสุขมากกว่าคนที่ไม่มี
สิ่งสำคัญคือ การลดความสำคัญของ “ตัวเอง” ในฐานะตัวละครหลัก และเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับ “คนอื่น” ด้วยความปรารถนาที่จะทำให้พวกเขา “เติบโต ก้าวหน้า” เมื่อคิดได้แบบนี้ ก็จะทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมใจในช่วงครึ่งหลังของชีวิตการทำงาน
เมื่อมองผ่านมุมการเปลี่ยนถ่ายยุคสมัยในที่ทำงานและความก้าวหน้าในองค์กร การให้เจ้าหน้าที่ระดับผู้จัดการหรือผู้บริหารลงจากตำแหน่งเมื่ออายุถึงจุดหนึ่งเป็นเรื่องที่ดีต่อองค์กรมากกว่า แต่เราก็อยากให้เขารู้สึก “มีความสุขที่ได้สร้างประโยชน์ให้กับคนรุ่นใหม่” ด้วย ในฐานะผู้ให้คำปรึกษารุ่นน้องหรือช่วยซัพพอร์ตโปรเจ็กต์ต่าง ๆ

“การวางมือ”: คีย์เวิร์ดสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนผ่าน
ในช่วง “บั้นปลายชีวิต” คำว่า “Ego integrity” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ หมายถึงการย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมาและหาความหมายให้กับมัน ถ้าหาไม่เจอ ก็จะทำให้คนผู้นั้นเข้าสู่ “ความสิ้นหวัง” (Despairs)
“การมองหาความหมายของชีวิต” สามารถทำได้ด้วยการมองย้อนกลับไปอย่างถี่ถ้วนและการทำสนทนากับคนรอบตัว
เมื่อจุดสิ้นสุดของชีวิตการทำงานมาถึง อาจทำให้รู้สึกเหงาและเคว้งคว้าง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกอย่างนั้นเสมอไป เมื่อเราลองมองย้อนกลับไปดูชีวิตการทำงานที่ผ่านมา จะพบว่าเราได้เจอผู้คนมากมาย ได้เรียนรู้และเติบโต รวมไปถึงได้ทำประโยชน์ให้สังคมไม่มากก็น้อย การมองอดีตด้วยความภูมิใจคือการเตรียมตัวสู่ขั้นถัดไปครับ
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างในการเข้าสู่ขั้นถัดไปคือ “การมีสังคมหลายกลุ่ม”
เรามีส่วนร่วมในหลายสังคม เช่น บริษัท ครอบครัว เพื่อน ชุมชนในท้องถิ่น และงานอดิเรก แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตเพียงเพื่อ “อาชีพการงาน” จนทำให้มีแต่สังคมในที่ทำงานเป็นหลัก
เมื่อถึงเวลาที่ต้องเกษียณ พวกเขามักจะประสบปัญหาในการ “วางมือ” เพราะสำหรับพวกเขา “งาน = ตัวตน” พวกเขารู้ว่าต้องส่งต่อหน้าที่การงานให้กับรุ่นน้อง แต่กลับรู้สึกว่าหากทำเช่นนั้น จะทำให้ตัวเองว่างเปล่า เลยทำให้การวางมือเป็นเรื่องยาก
การมีส่วนร่วมในหลายชุมชนและสร้างความหมายให้แก่ชีวิตของเราอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การใช้ทักษะที่มีไปทำงานอาสาสมัครเพื่อช่วยชุมชน การทำงานพิเศษ หรือการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ก็เป็นแนวทางที่ดี อีกทั้งการหันกลับมามองครอบครัวของเราในฐานะชุมชนที่สำคัญที่สุดอีกครั้งก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตช่วงเวลาต่าง ๆ ได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น

การสิ้นสุดก็เป็นการเริ่มต้นใหม่เช่นกัน
จุดสิ้นสุดของชีวิตการทำงานก็เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิตเช่นเดียวกัน ในยุคที่อายุขัยเฉลี่ยกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ หากเราดูแลสุขภาพดี ๆ อาจมีอายุถึง 80 หรือ 100 ปีเลยก็ได้ ดังนั้น การเตรียมใจล่วงหน้าก่อนเกษียณจะไม่เสียเวลาเปล่าแน่นอน
นอกจากนี้ คนที่อายุยังน้อยก็ไม่ควรคิดว่า “ยังอีกนาน” แต่ควรตระหนักถึงวิธีคิดหรือความคิดของคนรุ่นก่อนด้วย ทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้นำในองค์กรยุคนี้คือ การบริหารจัดการความหลากหลายในสังคมและการจัดการปัญหาช่องว่างระหว่างวัย เพราะเราอยู่ในยุคที่ทุกประเทศในเอเชียกำลังเผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ
ผมเองก็อยู่ในวัย 40 ซึ่งอาจจะถือว่าค่อนข้างเร็วสำหรับการคิดเรื่องเกษียณ แต่ผมก็พยายามจินตนาการถึงตัวเองในอนาคต ในขณะเดียวกัน บางครั้งก็ลองคิดมุมกลับว่า ถ้าเรายังหนุ่มอยู่ เราจะมองอย่างไรเพื่อให้ไม่มีอคติ ผมคิดว่าการไม่ยึดติดกับมุมมองเดียวเป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสารกับผู้คนที่มีความหลากหลายในสังคมครับ
* ฉบับภาษาญี่ปุ่นอยู่ตรงนี้ครับ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่นอ่านด้วยนะครับ! คลิกที่นี่
* ข้อมูลเกี่ยวกับคอร์สพัฒนาบุคลากรระดับผู้จัดการชาวไทยและญี่ปุ่น อ่านที่นี่
* ข้อเกี่ยวกับคอร์สพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรรูปแบบ In-house คลิกที่นี่
24 ม.ค., 2018
Newsletter AI NEWSLETTER Vol.10 อะไร คือ Leadership ที่แท้จริง
16 ต.ค., 2019
Newsletter AI NEWSLETTER Vol.29 ความรู้ด้าน “จิตวิทยาสังคม” ที่เป็นประโยชน์ต่อ HR
24 ต.ค., 2017
Newsletter AI NEWSLETTER Vol.7 สิ่งที่จําเป็นต่อการพัฒนาบุคลากร